พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรภูเก็ตแหล่งท่องเที่ยวสะท้อนวัฒนธรรม

ไปรษณียากร หรือ แสตมป์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เดิมนั้นใช้เป็นหลักฐานในการชำระเงินค่าส่งจดหมาย หรือ พัสดุเท่านั้น ก่อนที่จะยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือ เป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ให้นักสะสมได้ตามเก็บกันจากภาพแสตมป์ชุดในหัวข้อหลากหลายกันไป ไม่เพียงเท่านั้นกรมไปรษณีย์ได้ยกระดับแสตมป์ขึ้นมาอีกด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรขึ้นมาเพื่อเก็บแสตมป์ รวมถึงเรื่องราวมากมายโดยพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์มีหลายแห่งแต่ที่เราอยากจะแนะนำก็คือ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร ภูเก็ต

ข้อมูลเบื้องต้น

สำหรับพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ภูเก็ต ถนนมนตรี ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เปิดให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 9.30-17.30 น. ปิดวันอาทิตย์กับจันทร์ (การเปิดปิดบริการแยกกับส่วนการทำงานของไปรษณีย์) แล้วก็วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็หยุดด้วย พอเราไปยืนอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกเลยว่า เอาแค่สีก็มองเห็นได้แต่ไกลแล้วอาคารเป็นทรงโบราณเก่าแก่ตามแบบดั้งเดิมที่เคยสร้างมา จุดเด่นสีเหลืองมัสตาร์ดของอาคารที่ตัดด้วยสีแดงเลือดหมูบริเวณบานหน้าต่าง บานประตู น่าจะทำให้เมองเห็นได้แต่ไกลทีเดียว

ประวัติของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อาคารแห่งนี้นับตามประวัติจะได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2473 อาคารหลังนี้ได้อยู่ในประวัติศาสตร์จดหมายเหตุของหัวเมืองปักษ์ใต้เมื่อครั้งรัชกาลที่ 6 ท่านยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เล่าถึงกลุ่มอาคารไว้มากมาย รวมถึงอาคารไปรษณีย์โทรเลขแห่งนี้ด้วยว่า เดิมทีอาคารหลังนี้เป็นบ้านของพระอนุรักษ์(นุด) ท่านเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองภูเก็จ(เขียนคำตามภาษาดั้งเดิม) ตอนนั้นมีอาคารหลายหลังหนึ่งในนั้นคือตึกเล็กซึ่งเป็นของบุตรพระยาวิชิตสงคราม จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ตัวอาคารสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว สีเขียว ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับยุโรป ได้รับอิทธิพลรูปแบบมาจากศิลปะแบบโรมันเนส หลังคาทรงปันหยา

หลังจากได้ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขอยู่นาน ก็เกิดทรุดโทรมลงจนทำให้ต้องมีการบูรณะหลายครั้งสุดท้าย ก็ได้สร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์ใหม่ขึ้นมาใกล้ๆ กัน ส่วนอาคารหลังนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ไปรษณียากรภูเก็ต ก่อนจะมีการซ่อมแซมบำรุงอีกหลายครั้งแล้วยกขึ้นเป็นโบราณสถานของชาติในที่สุด ส่วนสีเหลืองเป็นการจงใจให้อาคารนี้เป็นเหมือนกับเมื่อครั้งเป็นที่ทำการไปรษณีย์ในสมัยก่อนนั่นเอง

จุดน่าสนใจด้านใน

พิพิธภัณฑ์ไปรษณียากรภูเก็ตแห่งนี้ต้องยอมรับเลยว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นองค์ความรู้ไว้อย่างดีมากทีเดียว ด้านในมีการจัดพื้นที่เป็นนิทรรศการต่างๆ มากมายหลายจุด อย่างเช่น พื้นที่แสดงจัดนิทรรศการด้านประวัติไปรษณียากรไทยตั้งแต่จุดเริ่มต้น เราจะได้เห็นตัวอย่างไปรษณีย์ชุดแรกของไทย จากนั้นก็จะมีการบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการของไปรษณีย์ไทยตั้งแต่ยุคแรกจนมาถึงปัจจุบันทำให้เราเข้าใจเรื่องราวจากอดีตได้ดีขึ้น

สองห้องไปรษณีย์ไทยใต้ร่มพระบารมี เป็นห้องที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับไปรษณียากรไทยกับพระมหากษัตริย์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีพระเมตตาต่อไปรษณีย์ไทยมาตลอด สามจุดห้องสมุดตรงนี้เป็นหนังสือ นิตยสาร ที่เกี่ยวกับแสตมป์ไทยมากมาย บอกก่อนว่ายืนอ่านได้ แต่ไม่สามารถยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้นะ และจุดสุดท้ายไฮไลต์ของงานนี้เลยก็คือ นิทรรศการรวบรวมที่สุดของแสตมป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์เก่า แสตมป์หายาก หรือ แสตมป์สะสมพิเศษที่มีจำนวนจำกัด ไม่ได้จัดทำขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แสตมป์ชุดแรกของไทย แสตมป์พิมพ์ด้วยทองคำดวงแรกของไทย แสตมป์รวมพระมหากษัตริย์มากที่สุด จนถึงแสตมป์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาคใต้ก็มีให้ได้เห็นกันด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เหมาะกับเด็กรุ่นใหม่อย่างมาก บางคนไม่เคยเห็นแสตมป์มาก่อน (รู้จักแต่แสตมป์เซเว่น) ก็น่าจะมาเห็นแสตมป์จริงๆ สักครั้งหนึ่ง

เรื่องราวน่าสนใจ แสตมป์ชุดแรกของไทย

แสตมป์ ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกลดความสำคัญไปอย่างน่าใจหายทีเดียว ยิ่งเดี๋ยวนี้เราติดต่อสื่อสารกันผ่านระบบดิจิตอลแทนระบบอนาล็อคอย่างเดิม ทำให้การใช้แสตมป์ลดน้อยลงไป ยิ่งปัจจุบันการติดแสตมป์ใช้ระบบออนไลน์แทนหมด ยิ่งทำให้แสตมป์กลายเป็นของสะสมแทนที่จะใช้งานจริงไปเสียแล้ว ทำให้แสตมป์ที่ออกมาในปัจจุบันนี้มีเพื่อนักสะสมเท่านั้น วันนี้เราจะย้อนกลับไปที่จุดกำเนิดแสตมป์ชุดแรกในไทยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

ต้นกำเนิดไปรษณีย์ ต้นกำเนิดแสตมป์

เรื่องต้นกำเนิดแสตมป์ไทยนั้นต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดไปรษณีย์ไทยด้วย เราตั้งต้นกิจการไปรษณีย์ไทยตั้งแต่พ.ศ.2426 พอตั้งต้นกิจการดังกล่าวได้ก็ทำให้มีการสร้างชุดแสตมป์ไทยขึ้นมาใช้ด้วยเพื่อให้การส่งจดหมาย สื่อสารกันสามารถทำได้จริง

แสตมป์โสฬศ

สำหรับแสตมป์ชุดแรกของไทยนั้น มีชื่อว่า แสตมป์โสฬศ ชื่อนี้มาจากราคาขั้นต่ำสุดต่อดวงของแสตมป์ชุดนี้ที่มีราคาเพียงแค่ 1 โสฬศเท่านั้น (เทียบได้เท่ากับ 1/128 บาท) คำว่า โสฬส นั้นตอนแรกเริ่มที่ใช้เขียนสะกดว่า โสฬศ ตามประวัติศาสตร์ ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่า โสฬส แปลาว่า สิบหกที่หมายถึงค่าเงินในสมัยโบราณเรียกว่า 16 โสฬส เป็นเงิน 1 เฟื้อง แต่ชุดแสตมป์ชุดดังกล่าวไม่ได้แค่ราคา 1 โสฬส อย่างเดียวมีราคาอื่นด้วยอีก 6 ราคา ไม่ว่าจะเป็น อัฐ เสี้ยว ซีก เฟื้อ และ สลึง (ตรงนี้มีเกร็ดเล็กน้อยนิดหนึ่ง ตอนนั้นชุดนี้แสตมป์ราคา 1 เฟื้องไม่ได้ทำออกมาใช้งานจริง เนื่องจากผู้ผลิตส่งแสตมป์มาไม่ทัน ต่อจากนั้นทางการยกเลิกหน่วยเงินเฟื้องเลยทำให้แสตมป์แบบเฟื้องไม่ได้ออกมาใช้จริง)

หน้าตาของชุดแสตมป์โสฬส

ชุดแสตมป์ดังกล่าว การออกแบบได้รับอิทธิพลมาจากแสตมป์อังกฤษที่เข้ามาวางรากฐานด้านการสื่อสารไว้กับไทยก่อนหน้านี้แล้ว โดยรูปแบบของชุดแสตมป์จะมีหน้าตาดังนี้ ภาพพื้นหลังตรงกลางจะเป็นภาพพระพักตร์ของรัชกาลที่ ๕ หันข้าง อยู่ในกรอบวงรี (ยกเว้นสลึงหนึ่งจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม) ไม่มีชื่อประเทศ ไม่มีพื้นกาวด้านหลัง ด้านบนเขียนหน่วยราคาเอาไว้ แล้วทั้งสี่มุมจะเขียนด้วยเลขหนึ่งไทย แต่หากเป็นราคาซีกหนึ่ง จะเขียนราคาด้านใต้ภาพ ส่วนสลึงหนึ่งจะเขียนด้านบนใช้กรอบเป็นสี่เหลี่ยม โดยแสตมป์ทั้งหมดจะแบ่งออกเป็นสีตามลำดับดังนี้ น้ำเงิน ชมพู แดงอิฐ เหลือง และส้มอ่อน ส่วนขนาดสลึงหนึ่งจะพิเศษกว่าหน่อยเพราะว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าแบบอื่นเล็กน้อย

ส่วนตัวเฟื้องหนึ่ง ที่ไม่ได้ใช้งานจริง ก็จะมีลวดลายออกแบบที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ตรงกลางเป็นพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ แบบหันข้าง อยู่ในกรอบวงรีรูปไข่เหมือนเดิม แต่ว่าจะมีกรอบสี่เหลี่ยมครอบทับอีกชั้นหนึ่ง ในกรอบสี่เหลี่ยมจะมีลวดลายดอกไม้ ด้านล่างจะมีคำว่า เฟื้องหนึ่งตรงกลาง ตัวแสตมป์จะเป็นสีส้มอิฐคล้ายราคาเสี้ยวแต่สีจะอ่อนกว่าเล็กน้อย

การเปลี่ยนแปลงแสตมป์โสฬส

แม้ว่าแสตมป์โสฬสจะเป็นชุดแรกที่เปิดขึ้นมา แต่แสตมป์ชุดดังกล่าวก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจนต้องยกเลิกไป เนื่องจากแสตมป์ชุดนี้เราสามารถนำมาใช้เพื่อเป็นหลักฐานในการสื่อสารภายในประเทศได้เลย แต่ถ้าเป็นการติดต่อต่างประเทศแสตมป์ชุดดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากตอนนั้นไทยเราเข้าเป็นสมาชิกหน่วยงานสากลทางด้านการสื่อสารทำให้ต้องมีการปรับแสตมป์ให้เข้ากับหลักเกณฑ์สากลเพื่อให้คนไทยสามารถส่งจดหมายไปต่างประเทศได้ จุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงเลยก็คือแสตมป์โสฬสไม่มีเลขราคาเป็นเลขอาราบิค ไม่มีชื่อประเทศ จนทำให้กรมไปรษณีย์โทรเลขต้องสั่งแสตมป์ชุดใหม่เข้ามาเพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์สากลมากขึ้น ส่วนแสตมป์โสฬสก็ค่อยทยอยยกเลิกไปในที่สุด ปัจจุบันชุดแสตมป์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่หายากมากในหมู่นักสะสมด้วยกัน สำหรับใครที่อยากเห็นก็กดค้นหาดูภาพจากกูเกิ้ลได้เลย ส่วนของจริงอาจจะต้องไปดูจากพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยจะดีกว่า