นพ. อุกฤษฎ์ นักสะสมแสตมป์พระรูป ร.9 ของเมืองไทย

นักสะสมแสตมป์หากพูดในสมัยนี้เราอาจจะตีความเรื่องของแสตมป์เป็นเรื่องของการสะสมตามร้านค้าที่ปล่อยออกมาตามโปรโมชั่น แต่หากย้อนกลับไปสัก 30 ปีที่แล้วคำว่า นักสะสมแสตมป์เป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกที่มีผู้คนสนใจอย่างมากทีเดียว หนึ่งในนักสะสมแสตมป์เฉพาะทางที่มีชื่อเสียงมากก็คือ นพ.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต เค้าคนนี้เป็นใครสะสมแสตมป์อะไร เราจะมาเล่าเรื่องราวของชายคนนี้ให้ฟังกัน

นพ.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต เค้าเป็นใคร

ชายคนนี้หน้าที่หลักของเค้าก็คือ แพทย์(หมอ)อย่างที่เราจักกันดี หมอโป้ง เป็นหมอที่มีความสามารถทางด้านการแพทย์เฉพาะทางด้านหนึ่งระดับเชี่ยวชาญเลยทีเดียว ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ฝ่ายวิชาการและแผนงาน โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แต่อีกหน้า เค้าคือชายผู้ที่สะสมเฉพาะทางแบบรู้ลึก รู้จริง ทั้งแสตมป์ที่สะสมก็เป็นของหายากระดับสุดยอด โดยหัวข้อสะสมแสตมป์ของเค้าก็คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั่นเอง หมอโป้งสะสมแสตมป์หัวข้อนี้มานานกว่า 34 ปีแล้ว

ไม่ได้สะสมแต่เพียงอย่างเดียว

การสะสมแสตมป์นั้น หลายคนอาจจะชื่นชมยินดีกับการได้นั่งเฝ้ามองสิ่งที่ตัวเองมองหาเก็บเอาไว้ แต่หมอโป้ง ทำอะไรที่ลึกกว่านั้น ใช้คำว่า วิจัย ในแสตมป์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากแสตมป์ทุกชุดที่หมอโป้งหามาได้นั้น ท่านจะมีการศึกษาหาความรู้ระดับเชิงลึกแบบงานวิจัยเลยก็ว่าได้ ข้อมูลแสตมป์ตั้งแต่วันที่พิมพ์ โรงพิมพ์ หมายเลขเพลทที่พิมพ์ หรือแม้กระทั่งจุดผิดพลาดของแสตมป์ชุดนั้น หมอโป้งรู้หมด เอาเป็นว่าหมอสังเกตตั้งแต่ขนาดของตัวอักษรบนแสตมป์ที่มีขนาดไม่เท่ากัน ก็ต้องไปหาข้อมูลว่าทำไมถึงไม่เท่ากัน ลึกถึงขนาดนั้นเลย

จุดเริ่มต้นของหมอโป้ง

ในฐานะนักสะสมแสตมป์หลายคนอาจจะสงสัยว่า หมอโป้งมีที่มาที่ไปของเรื่องนี้อย่างไร หมอเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ตอนเด็กหมอเคยเห็นแสตมป์ในงานจัดนิทรรศการครั้งหนึ่ง แล้วรู้สึกสนใจขึ้นมาจากนั้นก็เลยซื้อแสตมป์มาสะสมแบบราคาไม่แพง (ตอนนั้นอายุ 9 ขวบ) พร้อมกับซื้อหนังสือคู่มือการสะสมแสตมป์ของปีนั้นมาด้วย อ่านแล้วสนใจก็เลยติดตามเรื่องของแสตมป์มาตั้งแต่ตอนนั้นเลย พอติดตามเรื่องแสตมป์ได้สักพัก จึงเกิดแนวคิดว่าควรจะเลือกหัวข้อที่เป็นเฉพาะทางไปเลยดีกว่า ก็เลยมาเลือกมาแสตมป์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วก็ติดตามเรื่องนี้เรื่อยมา

ความน่าสนใจของแสตมป์ชุดนี้

มีแสตมป์มากมายหลายชุด แต่หมอโป้งทำไมถึงเลือกสะสมแสตมป์ชุดดังกล่าว หมอตอบไว้สองสามประเด็นอย่างแรกเลย แสตมป์ชุดในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นมีแสตมป์ที่ออกมาตามวาระโอกาสพิเศษมากมาย (แสตมป์ที่ระลึก) แถมแสตมป์ยังมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ หลากหลาย กับสองแสตมป์แบบใช้งานแล้ว ที่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 มีเยอะมากนั่นทำให้การค้นหา ติดตาม สืบเสาะเพื่อมาครอบครองจะยากแต่สนุกน่าติดตาม สามแสตมป์ชุดรัชกาลที่ 9 นั้นจะใช้วิธีการสร้างแบบไม่เหมือนใครกล่าวคือ พิมพ์ด้วยวิธีเอนเกรฟ วิธีนี้จะทำให้แสตมป์ที่ได้มานั้นมีความนูนคล้ายกับตัวอักษรในธนบัตร แตกต่างจากแสตมป์อื่นที่จะใช้วิธีแบบนิตยสารทำให้เรียบ

สุดยอดแสตมป์ของหมอโป้ง

แม้ว่าจะมีแสตมป์หัวข้อนี้มากมาย แต่ถ้าถามว่าสุดยอดแสตมป์ของหมอโป้งเป็นดวงไหน ต้องเป็นดวงนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย นั่นก็คือแสตมป์ที่มีพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 9 บนดวงแสตมป์ โดยดวงนี้ตามประวัติสันนิษฐานว่าเกิดจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้กับผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ ในระหว่างที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศในปี พ.ศ.2504 อีกทั้งกว่าจะได้มาก็ยากเหมือนกัน นอกจากแสตมป์ดวงนี้แล้ว หมอโป้งยังมีแสตมป์อีกมากมายเก็บเอาไว้ด้วย ใครสนใจก็ลองเข้าไปศึกษาผลงานของหมอโป้งที่เขียนหนังสือไว้ได้ มีทั้งภาพ เนื้อหา ครบถ้วน

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรภูเก็ตแหล่งท่องเที่ยวสะท้อนวัฒนธรรม

ไปรษณียากร หรือ แสตมป์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เดิมนั้นใช้เป็นหลักฐานในการชำระเงินค่าส่งจดหมาย หรือ พัสดุเท่านั้น ก่อนที่จะยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือ เป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ให้นักสะสมได้ตามเก็บกันจากภาพแสตมป์ชุดในหัวข้อหลากหลายกันไป ไม่เพียงเท่านั้นกรมไปรษณีย์ได้ยกระดับแสตมป์ขึ้นมาอีกด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรขึ้นมาเพื่อเก็บแสตมป์ รวมถึงเรื่องราวมากมายโดยพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์มีหลายแห่งแต่ที่เราอยากจะแนะนำก็คือ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร ภูเก็ต

ข้อมูลเบื้องต้น

สำหรับพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ภูเก็ต ถนนมนตรี ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เปิดให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 9.30-17.30 น. ปิดวันอาทิตย์กับจันทร์ (การเปิดปิดบริการแยกกับส่วนการทำงานของไปรษณีย์) แล้วก็วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็หยุดด้วย พอเราไปยืนอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกเลยว่า เอาแค่สีก็มองเห็นได้แต่ไกลแล้วอาคารเป็นทรงโบราณเก่าแก่ตามแบบดั้งเดิมที่เคยสร้างมา จุดเด่นสีเหลืองมัสตาร์ดของอาคารที่ตัดด้วยสีแดงเลือดหมูบริเวณบานหน้าต่าง บานประตู น่าจะทำให้เมองเห็นได้แต่ไกลทีเดียว

ประวัติของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อาคารแห่งนี้นับตามประวัติจะได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2473 อาคารหลังนี้ได้อยู่ในประวัติศาสตร์จดหมายเหตุของหัวเมืองปักษ์ใต้เมื่อครั้งรัชกาลที่ 6 ท่านยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เล่าถึงกลุ่มอาคารไว้มากมาย รวมถึงอาคารไปรษณีย์โทรเลขแห่งนี้ด้วยว่า เดิมทีอาคารหลังนี้เป็นบ้านของพระอนุรักษ์(นุด) ท่านเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองภูเก็จ(เขียนคำตามภาษาดั้งเดิม) ตอนนั้นมีอาคารหลายหลังหนึ่งในนั้นคือตึกเล็กซึ่งเป็นของบุตรพระยาวิชิตสงคราม จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ตัวอาคารสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว สีเขียว ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับยุโรป ได้รับอิทธิพลรูปแบบมาจากศิลปะแบบโรมันเนส หลังคาทรงปันหยา

หลังจากได้ใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขอยู่นาน ก็เกิดทรุดโทรมลงจนทำให้ต้องมีการบูรณะหลายครั้งสุดท้าย ก็ได้สร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์ใหม่ขึ้นมาใกล้ๆ กัน ส่วนอาคารหลังนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ไปรษณียากรภูเก็ต ก่อนจะมีการซ่อมแซมบำรุงอีกหลายครั้งแล้วยกขึ้นเป็นโบราณสถานของชาติในที่สุด ส่วนสีเหลืองเป็นการจงใจให้อาคารนี้เป็นเหมือนกับเมื่อครั้งเป็นที่ทำการไปรษณีย์ในสมัยก่อนนั่นเอง

จุดน่าสนใจด้านใน

พิพิธภัณฑ์ไปรษณียากรภูเก็ตแห่งนี้ต้องยอมรับเลยว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นองค์ความรู้ไว้อย่างดีมากทีเดียว ด้านในมีการจัดพื้นที่เป็นนิทรรศการต่างๆ มากมายหลายจุด อย่างเช่น พื้นที่แสดงจัดนิทรรศการด้านประวัติไปรษณียากรไทยตั้งแต่จุดเริ่มต้น เราจะได้เห็นตัวอย่างไปรษณีย์ชุดแรกของไทย จากนั้นก็จะมีการบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการของไปรษณีย์ไทยตั้งแต่ยุคแรกจนมาถึงปัจจุบันทำให้เราเข้าใจเรื่องราวจากอดีตได้ดีขึ้น

สองห้องไปรษณีย์ไทยใต้ร่มพระบารมี เป็นห้องที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับไปรษณียากรไทยกับพระมหากษัตริย์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีพระเมตตาต่อไปรษณีย์ไทยมาตลอด สามจุดห้องสมุดตรงนี้เป็นหนังสือ นิตยสาร ที่เกี่ยวกับแสตมป์ไทยมากมาย บอกก่อนว่ายืนอ่านได้ แต่ไม่สามารถยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้นะ และจุดสุดท้ายไฮไลต์ของงานนี้เลยก็คือ นิทรรศการรวบรวมที่สุดของแสตมป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์เก่า แสตมป์หายาก หรือ แสตมป์สะสมพิเศษที่มีจำนวนจำกัด ไม่ได้จัดทำขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แสตมป์ชุดแรกของไทย แสตมป์พิมพ์ด้วยทองคำดวงแรกของไทย แสตมป์รวมพระมหากษัตริย์มากที่สุด จนถึงแสตมป์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาคใต้ก็มีให้ได้เห็นกันด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เหมาะกับเด็กรุ่นใหม่อย่างมาก บางคนไม่เคยเห็นแสตมป์มาก่อน (รู้จักแต่แสตมป์เซเว่น) ก็น่าจะมาเห็นแสตมป์จริงๆ สักครั้งหนึ่ง