Fragrant-coated-stamp

แสตมป์เคลือบกลิ่นหอมเป็นอย่างไร

การจัดสร้างตราไปรษณียากรของประเทศไทย หรือ เรียกกันอย่างสั้นๆ ว่า ‘แสตมป์’ มีการจัดสร้างมาตั้งแต่อดีต จวบจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่าด้วยระยะเวลาอันยาวนาน แสตมป์ไทยและแสตมป์นานาชาติ ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะทั้งในด้านรูปแบบ, สีสัน, ความสวยงาม, ภาพที่เปลี่ยนไปตามความชอบต่างๆ ความถูกต้อง ตลอดจนระบบการพิมพ์มีความทันสมัย ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ได้แสตมป์ มีคุณภาพ สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้นักสะสมก็นิยมเก็บสะสมแสตมป์ชุดพิเศษเป็นงานอดิเรกด้วย

แสตมป์ชุดแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2426

มีชื่อเรียกว่า ‘ชุดโสฬศ’ อันเป็นรูปแบบของตราไปรษณียากร มีลักษณะสำหรับใช้เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น โดยปราศจากชื่อประเทศ รวมทั้งใช้ตัวเลข – ตัวหนังสือแบบไทยล้วน ภาพภายในแสดงให้เห็นถึง ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แสตมป์เคลือบกลิ่นหอม หนึ่งในของสะสมชิ้นพิเศษ ที่น่าจดจำ

แสตมป์เคลือบกลิ่นหอม คือ หนึ่งในวิวัฒนาการของแสตมป์ ที่ได้รับการสร้างมาทั้งแบบใช้ติดจดหมายทั่วไป และแบบสะสม เช่น ชุดแสตมป์ดอกกุหลาบแบบต่างๆ ที่จะมีกลิ่นหอมคล้ายกับดอกกุหลาบแห้ง หรือ กลิ่นช็อกโกแล็ตของประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น สำหรับแสตมป์เคลือบกลิ่นหอมนี้ ถ้าส่งไปให้ผู้รับแล้ว รับรองว่าผู้รับจะเพิ่มความดีใจ และซาบซึ้งใจไปอีกขั้น จึงเหมาะกับการติดหน้าซองจดหมายเอาไว้สำหรับส่งไปจีบสาวในสมัยก่อนนั่นเอง

แสตมป์เคลือบกลิ่นหอม แบบต่างๆ ที่น่าสนใจ

  • แสตมป์รูปแท่งช๊อคโกแลต นอกจากรูปลักษณ์จะมีความเก๋ ไก๋ แล้ว กลิ่นก็ยังหอมมากอีกด้วย ดมไปดมมา รู้สึกอยากกินเข้าไปเลย โดยกลิ่นช๊อคโกแลตที่ใส่เข้ามาในแสตมป์มีกลิ่นแรง เข้ม ข้น เหมือนกำลังกินขนม ชวนดม น่ากินแบบสุดๆ
  • แสตมป์กลิ่นดอกกุหลาบ นำออกมาวางจำหน่ายในวันวาเลนไทน์ นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทย ยังจัดทำแสตมป์ ชุดดอกกุหลาบกำมะหยี่มีกลิ่นหอม ประจำปี พ.ศ.2553 นอกเหนือไปจากวันวาเลนไทน์อีกด้วย
  • แสตมป์เจ้าแม่กวนอิม ภายนอกเคลือบมุกมีความสวยงาม มีกลิ่นหอมอันน่าเลื่อมใส เหมาะสำหรับนำไปเป็นของขวัญ, ของที่ระลึก หรือของสะสม สำหรับนำไว้เพื่อบูชา รวมทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลทั้งแก่ตนเองและครอบครัว

โดยแสตมป์ดอกกุหลาบ ที่มาพร้อมกลิ่นหอมในประเทศไทย เกิดจากการใช้วิธีการเคลือบพื้นผิวกำมะหยี่ ลงบนกระดาษพิมพ์ ซึ่งเป็นการสร้างจุดดึงดูดความสนใจให้แก่ทั้งนักใช้งานแสตมป์ รวมทั้งนักสะสมได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเดือนแห่งความรัก ที่จะเปิดเผยความในใจกับสาวสักคน ซึ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ในสมัยที่การสื่อสารยังไม่สะดวก และง่ายดายเหมือนปัจจุบันนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โรแมนติกมากเลยทีเดียว

How-to-stamp

ติดแสตมป์อย่างไรให้จดหมายถึงผู้รับ

การเขียนจดหมาย เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งที่คนยุคสมัยก่อนให้การยอมรับเป็นอย่างมาก เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีเทคโนโลยีเหมือนกับปัจจุบัน เมื่อก่อนจะสื่อสารกันแต่ละทีก็จะมีเหมือนหนังโบราณเก่าๆ ที่เราดูๆ กัน เช่น ใช้นกสื่อสาร โทรเลข ไปมาหาสู่กัน และฝากบอกกันปากต่อปาก ซึ่งแต่ละวิธีนั้นดูยากเย็นซะเหลือเกิน ทางการไปรษณีย์ไทยจึงมีบริการในส่วนของจดหมายขึ้นมาเพื่อให้การเขียนจดหมายนั้นเป็นหนึ่งวิธีของการสื่อสาร เพื่อให้การส่งสารหรือข้อมูลนั้นถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถเขียนไปเท่าไหร่ก็ได้ไม่ได้จำกัดความ เหมือนกันโทรเลขที่บางทีต้องบอกแต่ส่วนสำคัญ ใช้นกสื่อสาร เขียนข้อมูลมากๆ นกก็บินไม่ขึ้น ไปมาหาสู่กันก็เปลืองทั้งเงินและเวลา จะฝากคนบอกข่าวปากต่อปาก ข้อมูลนั้นก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม การส่งจดหมายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกข่าวจากอีกคนไปถึงอีกคน

การส่งจดหมายนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องละเอียดมากๆ คือจ่าหน้าซอง ที่อยู่ต้องถูกต้องครบถ้วน รหัสไปรษณีย์ห้ามผิดเด็ดขาด และจดหมายทุกซองต้องมีชื่อผู้ส่ง และผู้รับพร้อมกับติดแสตมป์ที่มุมบนขวาของจดหมายให้เรียบร้อย การติดแสตมป์บนจดหมายนั้นไม่ใช่ว่าจะติดกี่บาทตามใจฉันก็ได้ คุณต้องดูด้วยว่าสิ่งที่คุณส่งไปนั้นน้ำหนักเท่าไหร่ เพราะทางไปรษณีย์ไทย จะไม่ยึดในส่วนของระยะทาง แต่เข้าจะยึดในส่วนของน้ำหนักของที่ถูกส่งออกไปให้ยังผู้รับ ซึ่งแสตมป์ของไปรษณีย์ไทยนั้นจะมีราคาที่ต่างกัน และใช้งานไม่เหมือนกัน

แสตมป์ของไปรษณีย์ไทยจะมีอยู่ 4 ราคา คือ 3 บาท 5บาท 9 บาท และ 15 บาท ซึ่งแต่ละราคานั้นจะถูกใช้งานตามน้ำหนักของผู้ส่งว่าส่งพัสดุน้ำหนักเท่าไหร่นั่นเอง น้ำหนักในการส่งของทางไปรษณีย์นั้นจะถูกคิดเป็นกรัม ก่อนที่จะส่งพัสดุทางที่ดีผู้ส่งควรที่จะเตรียมชั่งน้ำหนักมาให้เรียบร้อยเพื่อความรวดเร็วในการส่ง และจะได้เตรียมค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าจะนำเงินมาชำระไม่ครบตามเกณฑ์ที่ทางไปรษณีย์ไทยกำหนดไว้

 ราคาของแสตมป์ที่เอาไว้ใช้สำหรับการส่งพัสดุมีดังนี้

  • แสตมป์ 3 บาท ใช้สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 0 กรัม จนไปถึง 20 กรัม
  • แสตมป์ 5 บาท ใช้สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 21 กรัม จนไปถึง 100 กรัม
  • แสตมป์ 9 บาท ใช้สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 101 กรัม จนไปถึง 250 กรัม
  • แสตมป์ 12 บาท ใช้สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 251 กรัม จนไปถึง 500 กรัม

ในปัจจุบันนี้การส่งจดหมายอาจจะไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก แสตมป์ของจดหมายเลยอาจจะไม่ค่อยได้ใช้งาน อาจจะสามารถใช้ได้เป็นบางโอกาสดังนั้นความรู้เกี่ยวกับการติดแสตมป์ก็ยังถือเป็นเรื่องสำคัญอยู่นั่นเอง