stamp.

แสตมป์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการส่งจดหมายมาอย่างยาวนานบนโลกใบนี้ ด้วยความที่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมเพราะฉะนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างกันจึงเป็นเรืองปกติที่จะต้องทำเพื่อให้เผ่าพันธุ์สามารถดำรงสืบทอดต่อไปได้ แต่ด้วยความที่ในอดีตการจะติดต่อสื่อสารกันมันยุ่งยากไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน การใช้จดหมายจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้หายคลายความคิดถึงได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แสตมป์ หรือที่ภาษาไทยให้คำจำกัดความไว้ว่า ตราไปรษณียากร จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อแสดงให้เห็นได้ว่ามีการชำระค่าบริการในการส่งไปรษณีย์เป็นที่เรียบร้อย ส่วนมากจะเป็นลักษณะของกระดาษที่อีกด้านเป็นกาวรูปสี่เหลี่ยมให้ติดบนซองจดหมาย แต่ถ้าหากเป็นช่วงเวลาสำคัญก็อาจมีการทำรูปแบบอื่นๆ หรือทำจากวัสดุประเภทอื่นให้ได้เห็นกัน

ผู้ที่ริเริ่มให้มีแนวคิดการใช้แสตมป์เพื่อเป็นค่าไปรษณีย์มาจากนายเจมส์ ชาลเมอส์ ชาวสก็อตแลนด์ ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1834 ก่อนที่ความคิดดังกล่าวจะค่อยๆ ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 จากการผลักดันของ เซอร์ โรว์แลนด์ ฮิลล์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1840 ก็ได้มีการออกแสตมป์ที่ถือว่าเป็นดวงแรกของโลกขึ้นโดยถูกเรียกว่า แสตมป์เพนนี่แบล็ค (Penny Black) มีราคาตีหน้าดวงละ 1 เพนนี ถือว่าเป็นอัตราสำหรับการให้บริการไปรษณีย์ในเรื่องจดหมาย สามารถที่จะส่งไปได้ในทุกที่ของประเทศในจำนวนราคาเดียวกันก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1840 กับการที่สหราชอาณาจักรนับเป็นประเทศแรกที่มีการออกแสตมป์ออกมาให้ได้ใช้งาน สหภาพสากลไปรษณีย์ จึงได้มีการกำหนดให้สหราชอาณาจักรเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อประเทศลงบนแสตมป์เหมือนประเทศอื่นๆ

stam

ในส่วนของประเทศไทย แสตมป์ชุดแรกที่ได้ถูกผลิตขึ้นมามีชื่อว่า แสตมป์ชุดที่หนึ่ง หรือ แสตมป์โสฬศ ออกมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ประกอบไปด้วยแสตมป์ราคา หนึ่งโสฬศ (ครึ่งอัฐ), หนึ่งเสี้ยว (สองอัฐ), หนึ่งซีก (สี่อัฐ), หนึ่งสลึง (สิบหกอัฐ) ส่วนแสตมป์อีกดวงราคาหนึ่งเฟื้อง (แปดอัฐ) มาถึงช้าเกินไปและก็ไม่ได้มีการใช้งานจริงในส่วนของไปรษณีย์ แสตมป์ชุดดังกล่าวถูกออกแบบและจัดพิมพ์ที่บริษัท วอเตอร์โลว์แอนด์ซันส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยเองยังไม่ได้เข้าร่วมเป็น สหภาพสากลไปรษณีย์ ทำให้แสตมป์ชุดดังกล่าวจึงยังไม่มีชื่อประเทศระบุบนหน้าแสตมป์ ทว่าแสตมป์ที่ถูกพิมพ์ในชุดต่อมาก็ให้เป็นไปตามระเบียบที่ได้กำหนดเอาไว้

นับว่าเป็นสิ่งที่ยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบันสำหรับแสตมป์และน่าจะยังคงเป็นตัวกลางสำคัญในการชำระค่าส่งไปรษณีย์ต่อไปอีกยาวนานเลยทีเดียวสำหรับการใช้งานแสตมป์แบบนี้